ลักษณะ : เหล็ก ไอบีม นั้น มีลักษณะคล้ายกับ เอชบีม แต่ให้สังเกตส่วนที่เป็น “ปีก” (flanges) ความลาดเอียงเข้าสู่แกนกลาง หรือ “เอว”(web) โดยความหนาของปีกใกล้แกนกลาง (เอว) จะหนากว่าส่วนปลาย และปลายมีความโค้งมน บางแห่งอาจใช้ชื่อเรียกว่า S-Section เหล็ก ไอบีม (I-Beam) มีขนาดให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมในการออกแบบ
เหล็ก ไอบีม จัดเป็นเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน (Hot rolled structural steel) เนื่องจากผลิต โดยการหลอม และ รีดร้อน ขึ้นเป็นท่อน เหล็ก ไอบีม จึงมีเนื้อเดียวกัน ไม่มีรอยเชื่อมระหว่างส่วนต่าง ๆ ดังนั้นคุณสมบัติของหน้าตัด จึงสม่ำเสมอกว่าเหล็กโครงสร้างชนิดอื่น
หน้าตัดรูปตัว ไอ I-beam ปีกเหล็กจะหนาขึ้นที่โคนปีก จึงรับแรงสั่นสะเทือนได้ดีกว่า เหมาะกับงานเครื่องจักร รางเครน สำหรับเหล็กฉากหรือ Angle มีหน้าตัดรูปตัว L ใช้งานโครงสร้างหลังคา เสาส่งไฟฟ้าแรงสูง เสาวิทยุ เสาโทรศัพท์ อีกหน้าตัดหนึ่ง คือ รางน้ำ หรือ Channel มีหน้าตัดรูปตัว C นิยมใช้ทำคานรองรับส่วนประกอบต่างๆ เช่น บันได คานขอบนอก นอกจากนั้น เอชบีมที่นำมาตัดแบ่งตามยาว เรียกว่า Cut Beam หรือ Cut-T ใช้ทำโครงสร้างของ Truss แทนการใช้เหล็กฉากเชื่อมประกบกัน
การใช้งาน : นิยมใช้เป็นโครงสร้างหลักของอาคารเช่นเดียวกัน กับ H-Beam แต่ด้วยคุณสมบัติของปีกที่หนากว่าจึงนิยมนำมาใช้ทำรางเครนในอาคารงานอุตสาหกรรม




เลือกเหล็กอย่างไรให้รักษ์โลก
กระบวนการผลิตเหล็กแบบ EAF จากวัตถุดิบ Recycle 100%
EAF หรือ Electric Arc Furnace คือ กระบวนการผลิตและการควบคุมคุณภาพของเหล็ก SYS ด้วยวิธีอาร์คไฟฟ้า ผลิตจากการคัดสรรวัตถุดิบเหล็ก Recycle 100% ไปหลอมขึ้นใหม่ด้วยพลังงานไฟฟ้า ผ่านการควบคุมส่วนผสมทางเคมีให้เป็นไปตามมาตรฐานระดับสูง
ซึ่งกระบวนการใช้เตาหลอมเหล็กด้วยอาร์คไฟฟ้า (EAF) จะสามารถควบคุมคุณภาพของเหล็กได้แม่นยำกว่า ทำให้ได้เหล็กโครงสร้างที่มีคุณภาพสูง และเป็นการช่วยประหยัดพลังงานเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีการผลิตเหล็กแบบอื่น
กระบวนการผลิตเหล็กแบบ EAF เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ผลิตเหล็กด้วยวิธีอาร์คไฟฟ้า ใช้พลังงานไฟฟ้าในการผลิต
ใช้เหล็ก Recycle 100% เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต
ช่วยลดการปล่อย CO₂ ได้ถึง 50-75%
ไม่เพียงดีต่อโลก แต่ยังมั่นใจได้ในคุณภาพของเหล็ก เพราะควบคุณภาพในทุกกระบวนการผลิต
SYS ผลิตเหล็กคุณภาพสูง ด้วยกระบวนการผลิตเหล็กแบบ EAF
ทำให้ได้รับใบรองรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมจากหลายองค์กรชั้นนำ
เอกสารใบรับรองด้านสิ่งแวดล้อมที่ SYS ได้รับ > https://bit.ly/4kql6E4



กระบวนการผลิต
กระบวนการผลิตที่มีมาตรฐาน ก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์คุณภาพ
กระบวนการผลิตและการควบคุมคุณภาพของเหล็ก SYS มีขั้นตอนเริ่มตั้งแต่การนำวัตถุดิบรวมทั้งเศษเหล็ก ที่หมุนเวียนจากภายนอก มาผ่านเครื่องตรวจวัด กัมมันตรังภาพรังสี เพื่อให้มั่นใจว่าว่าวัตถุดิบที่เข้าสู่กระบวนการผลิตไม่มีสารกัมมันตรังสีเจือปน

มาตรฐานที่ SYS ได้รับการรับรอง
ผลิตภัณฑ์เป็นหัวใจหลักในการดำเนินธุรกิจ
SYS ยึดถือคุณภาพผลิตภัณฑ์เป็นหัวใจหลักในการดำเนินธุรกิจ โดยคัดสรรวัตถุดิบที่มีคุณภาพชั้นเยี่ยมปลอดจากสารกัมมันตรังสี ตรวจสอบคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามมาตรฐานที่กำหนด และควบคุมคุณภาพอย่างละเอียดทุกขั้นตอนการผลิต ทำให้ SYS ได้รับการรับรองมาตรฐานต่างๆ มากมาย อาทิ TIS, JIS, BS, ASTM, EURONORM, AS/NZS, MS, SNI และ KSD เป็นต้น อีกทั้ง SYS ได้รับการรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ ความสามารถห้องปฏิบัติการทดสอบ การจัดการสิ่งแวดล้อมและการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอภัย จากหน่วยงานที่ให้การรับรองมาตรฐานระดับสากล ได้แก่ ISO 9001, ISO 14001, TIS 18001, OSHAS 18001, CE Mark, และ ABS เป็นต้น ด้วยความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ทำให้เหล็ก SYS สามารถสนองความต้องการ การใช้งานของโครงสร้างได้ทุกประเภท รองรับการออกแบบสิ่งปลูกสร้างได้ทุกสภาพพื้นที่ ทำให้สิ่งปลูกสร้างดูล้ำสมัย หรูหรา บ่งบอกถึงความโดดเด่น และมีเอกลักษณ์
คู่มือการใช้งานเหล็ก
ข้อแนะนำการใช้งานเหล็กอย่างปลอดภัย

คำเตือน
- โปรดระมัดระวังอันตรายจากสะเก็ดไฟ ความร้อน กระแสไฟฟ้า และละอองฝุ่นในขณะทำงานกับเหล็ก เช่น ตัด เจียร
เจาะรู เชื่อมเหล็ก หรือ การทำงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ผู้ปฏิบัติงานต้องสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายที่ได้มาตรฐานความปลอดภัย - การกองเก็บสินค้า ทั้งภายในและภายนอกอาคาร ต้องตรวจสอบความสามารถในการรับน้ำหนักและการสั่นสะเทือนของ
สถานที่กองเก็บ ให้สามารถกองเก็บได้อย่างแข็งแรงและมั่นคง - หากกองสินค้าในบริเวณที่มีการสัญจร ต้องมีป้ายหรือแถบสีกั้น ให้เห็นเด่นชัด และปลอดภัยต่อผู้สัญจร
- การเคลื่อนย้าย และการยกติดตั้งในสถานที่ต่างๆ ต้องใช้อุปกรณ์ และวิธีการยกที่ได้มาตรฐานความปลอดภัย
ข้อควรระวังเพื่อหลีกเลี่ยงอันตราย
ข้อกำหนดสำหรับการใช้งาน เป็นเพียงข้อแนะนำในการใช้งานทั่วไปเท่านั้น การใช้งานที่นอกเหนือจากคู่มือการใช้งานนี้
ถือเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของผู้ใช้งาน
คำถามที่พบบ่อย ผลิตภัณฑ์ เหล็ก ไอบีม (I-Beam)
1. เหล็ก I Beam คืออะไร
เหล็ก I Beam คือเหล็กรูปพรรณรีดร้อนที่มีหน้าตัดคล้ายตัวอักษร I เหล็กไอบีมนั้น มีลักษณะคล้ายกับ เอชบีม แต่ให้สังเกตส่วนที่เป็น “ปีก” (flanges) ความลาดเอียงเข้าสู่แกนกลาง หรือ “เอว” (web) โดยความหนาของปีกใกล้แกนกลาง (เอว) จะหนากว่าส่วนปลาย และปลายมีความโค้งมน บางแห่งอาจใช้ชื่อเรียกว่า S-Section เหล็ก ไอบีม (I-Beam) มีขนาดให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมในการออกแบบ
เหล็ก ไอบีม จัดเป็นเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน (Hot rolled structural steel) เนื่องจากผลิต โดยการหลอม และ รีดร้อน ขึ้นเป็นท่อน เหล็ก ไอบีม จึงมีเนื้อเดียวกัน ไม่มีรอยเชื่อมระหว่างส่วนต่าง ๆ ดังนั้นคุณสมบัติของหน้าตัด จึงสม่ำเสมอกว่าเหล็กโครงสร้างชนิดอื่น
หน้าตัดรูปตัว ไอ I-Beam ปีกเหล็กจะหนาขึ้นที่โคนปีก จึงรับแรงสั่นสะเทือนได้ดีกว่า เหมาะกับงานเครื่องจักร รางเครน สำหรับเหล็กฉากหรือ Angle มีหน้าตัดรูปตัว L ใช้งานโครงสร้างหลังคา เสาส่งไฟฟ้าแรงสูง เสาวิทยุ เสาโทรศัพท์ อีกหน้าตัดหนึ่ง คือ รางน้ำ หรือ Channel มีหน้าตัดรูปตัว C นิยมใช้ทำคานรองรับส่วนประกอบต่างๆ เช่น บันได คานขอบนอก นอกจากนั้น เอชบีมที่นำมาตัดแบ่งตามยาว เรียกว่า Cut Beam หรือ Cut-T ใช้ทำโครงสร้างของ Truss แทนการใช้เหล็กฉากเชื่อมประกบกัน
2. เหล็ก I Beam ใช้ทำอะไร
เหล็ก I Beam ใช้เป็นองค์ประกอบของโครงสร้างที่ต้องรองรับแรงดัด เช่นเดียวกัน กับ H-Beam เช่น คานโครงสร้าง โครงหลังคา และโครงสร้างรองรับพื้นในอาคาร นอกจากนี้ยังใช้ในงานก่อสร้างโรงงาน โกดัง และโครงสร้างอุตสาหกรรมบางประเภท แต่ด้วยคุณสมบัติของปีกที่หนากว่าจึงนิยมนำมาใช้ทำรางเครนในอาคารงานอุตสาหกรรม
3. เหล็ก I Beam ต่างจาก H Beam อย่างไร
เหล็ก I Beam มีปีกที่แคบกว่าและมักมีความหนาไม่เท่ากันตลอดแนวปีก ทำให้เหมาะกับการรับแรงดัดเป็นหลัก ขณะที่ H Beam มีปีกกว้างและหนาเท่ากันตลอดแนว จึงสามารถรับแรงดัดและแรงอัดได้ดีกว่า
4. เหล็ก I Beam เหมาะกับงานก่อสร้างแบบไหน
เหล็ก I Beam เหมาะกับงานโครงสร้างขนาดเล็กถึงขนาดกลาง เช่น โครงหลังคา คานรองรับพื้น หรือโครงสร้างที่ต้องการรับแรงดัดเป็นหลัก แต่ไม่ได้ต้องการความแข็งแรงสูงเท่ากับโครงสร้างที่ใช้ H Beam
5. เหล็ก I Beam รับน้ำหนักได้เท่าไหร่
ความสามารถในการรับน้ำหนักของ I Beam ขึ้นอยู่กับขนาดหน้าตัด ความยาวช่วงคาน เกรดของเหล็ก และการออกแบบโครงสร้าง เช่น ค่า Moment of Inertia และ Section Modulus ดังนั้นการคำนวณความสามารถในการรับน้ำหนักควรดำเนินการโดยวิศวกรโครงสร้าง
6. ขนาดของเหล็ก I Beam มีอะไรบ้าง
เหล็ก I Beam มีหลายขนาด โดยกำหนดตามความสูงของหน้าตัด ความกว้างของปีก และความหนาของแผ่นเหล็ก ตัวอย่างขนาดที่ใช้ทั่วไป เช่น 100 มม., 150 มม., 200 มม., 250 มม. และ 300 มม. ซึ่งแต่ละขนาดจะมีน้ำหนักต่อเมตรและคุณสมบัติทางโครงสร้างแตกต่างกัน
7. เหล็ก I Beam ใช้ทำคานได้หรือไม่
เหล็ก I Beam สามารถใช้ทำคานได้ เนื่องจากหน้าตัดรูปตัว I ถูกออกแบบมาเพื่อรับแรงดัดในแนวตั้ง โดยปีกเหล็กช่วยต้านทานแรงดัด ส่วนแผ่นกลางช่วยรับแรงเฉือน
8. เหล็ก I Beam ใช้กับอาคารสูงได้หรือไม่
เหล็ก I Beam สามารถใช้ในโครงสร้างอาคารได้ แต่ในอาคารสูงมักนิยมใช้ H Beam หรือ Wide Flange มากกว่า เนื่องจากมีความสามารถในการรับแรงและความเสถียรของโครงสร้างสูงกว่า
9. มาตรฐานของเหล็ก I Beam คืออะไร
“เหล็ก I Beam ผลิตตามมาตรฐานอุตสาหกรรมหลายระบบ เช่น
TIS (Thai Industrial Standards) ของประเทศไทย
JIS (Japanese Industrial Standards) ของญี่ปุ่น
ASTM (American Society for Testing and Materials) ของสหรัฐอเมริกา
มาตรฐานเหล่านี้กำหนดคุณสมบัติทางกล องค์ประกอบทางเคมี และขนาดของเหล็กโครงสร้าง”
10. ตารางน้ำหนัก I Beam คืออะไร
ตารางน้ำหนัก I Beam คือข้อมูลที่แสดงขนาดหน้าตัดของเหล็กและน้ำหนักต่อหน่วยความยาว เช่น กิโลกรัมต่อเมตร ตารางนี้ใช้ในการคำนวณน้ำหนักโครงสร้าง การออกแบบทางวิศวกรรม และการประมาณปริมาณวัสดุในงานก่อสร้าง
ข้อมูลสินค้า SYS
สนใจสั่งซื้อสินค้า


